วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2559

                          ขณะที่ทศกัณฑ์กำลังมาเกิด มียักษ์ตนหนึ่งล่วงรู้เหตุการณ์นี้อย่างดี ยักษ์ที่รอบรู้เช่นนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก พญาพิเภกยักษ์ผู้เคยเป็นโหรให้พระราม เนื่องจากพิเภกเป็นยักษ์ที่เรียนรู้ศาสตร์แห่งกาลเวลา และยังทำแต่ความดีพิเภกในตอนนี้สามารถมองดูได้ทุกภพทุกที่ดังใจนึก เมื่อรู้ว่าทศกัณฑ์กำลังไปเกิดเพื่อพบรักแท้ พิเภกจึงให้พรผ่านห้วงเวลาไปหาทศกัณฑ์ผู้เป็นพี่ชาย
                          " ครั้งนี้ขอให้ท่านตั้งใจ ไม่กระทำความผิดเช่นกาลก่อนอีก อย่าใช้อารมณ์ให้เป็นหลัก พรข้านี้จักส่งผลแต่บัดนี้ ให้ท่านประสบความสำเร็จในทุกสิ่งทีกระทำด้วยความตั้งใจที่มิใช่ด้วยอารมณ์ และให้พรข้านี้ปกปักษ์รักษาท่านในยามขับขัน และสิ่งสำคัญเมื่อถึงเวลาอันสมควรให้ชาติกำเนิดพญายักษ์ของท่านกลับคืนสู่ตัวท่าน ข้าเชื่อว่าสักวันหนึ่ง ท่านอาจจะได้แก้ไขในสิ่งที่ผิด "

                          ทศกัณฑ์เมื่อลงเกิดยังโลก ผู้เป็นพ่อคืออวตารจิตของพิเภก ผู้เป็นแม่คือนางมณโฑผู้เคยเป็นภรรยา ทั้งสองยังเป็นห่วงทศกัณฑ์เสมอมา เมื่อทศกัณฑ์เกิดแล้วจึงให้ชื่อว่า ทศ นามสกุล กัณฑ์ เพื่อไม่ให้ลืมชาติกำเนิดของตน จากนั้นทั้งสองก็จากไป ทศจึงกลายเป็นเด็กกำพร้าด้วยความตั้งใจ ไม่ว่าทำสิ่งใดล้วนสำเร็จดังเป้าหมาย ตอนนี้กำลังสร้างธุรกิจของตัวเองเกี่ยวกับโทรคมนาคมด้วยอายุ 30 ปี
                          คนต่อมาที่ลงมาเกิดคือ รามมินทร์ เกิดในครอบครัวหม่อม หน้าตาดี ผิวพรรณดี เรียนเก่ง นั้นเองที่ทำให้ รามมินทร์เข้าสู่วงการบันเทิงตั้งแต่อายุ 20 ปี จนตอนนี้เป็นพระเอกแถวหน้าของวงการ
                          คนสุดท้ายคือ ดารินทร์ เกิดในครอบครัวที่มีนักธุรกิจ มนุษย์สัมพันธ์ดี พูดจาฉะฉานคล่องแคล่ว พูดสิ่งใดมีแต่คนคล้อยตาม ปัจจุบันดารินทร์ รับงานธุรกิจของครอบครัว เดินทางไปต่างประเทศเพื่อติดต่องานบ่อยครั้ง

                         และวันนี้เธอก็เดินทางมาติดต่อธุรกิจนำเข้าสินค้าที่สิงค์โปร์ เป็นเวลาเดียวกับที่รามมินทร์มาถ่ายภาพยนตร์ที่นี่เช่นกัน ในขณะที่รามมินทร์กำลังถ่ายละครอยู่ที่ริมแม่น้ำ ดารินทร์ได้นั่งเรือผ่านจากการพาทัวร์ของบริษัทคู่ค้าเช่นกัน ทันทีที่ดารินทร์ยิ้ม รามมินทร์ตกหลุกรักทันทีถึงจะวิ่งไปก็ไม่ทันเรือของดารินทร์ซะแล้ว

                         หลายวันต่อมาในร้านอาหารแห่งนี้ รามมินทร์กำลังทานอาหารกับเพื่อนๆ ดารินทร์ก็เข้ามานั่งทานที่ร้านเดียวกัน เมื่อรามมินทร์เห็นดารินทร์ ทำให้เค้าลุกขึ้นและเดินมาหาทันที
                       

บทที่ 2 ตอนที่ 1

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2559

                           ก่อนกำเนิดโลกทุกจักรวาลและทุกสรรพสิ่งถูกสร้างขึ้นมาจากพระพรหม 1 ใน 3มหาเทพ ซึ่งประกอบด้วย พระพรหมผู้สร้าง พระนารายณ์ผู้ดูแล พระศิวะผู้ทำลาย เทวดา, นางฟ้า, สัตว์และยักษ์ต่างอยู่ร่วมกันภายใต้การดูแลของพระนารายณ์ และสิ่งใดที่ไม่เป็นประโยชน์สิ่งใดที่ก่อเกิดแต่โทษจะถูกพระศิวะทำลายทิ้ง ทุกสรรพสิ่งอยู่ภายใต้การดูแลของ 3มหาเทพ ทั้ง 3 เทพ ถูกแบ่งออกมาจากร่างเดียวกันคือพระนารายณ์นั่นทำให้จิตใจของมหาเทพทั้ง 3 มีความเด่นและด้อยไปคนละด้าน พระพรหมผู้เมตตาแต่อ่อนไหว พระนารายณ์ผู้นำเหล่าชีวิตทั้งปวงแต่กลับเอาแต่ใจ พระศิวะผู้เที่ยงธรรมแต่เกรี้ยวกราดหุนหัน
                          ในห้วงกาลเวลานึงพระพรหมกับพระศิวะได้หารือเกี่ยวกับพิภพหนึ่งซึ่งรกร้างว่างเปล่ามีแต่ความแห้งแล้งไร้ประโยชน์ใดๆ พระพรหมนั้นร้องไห้เมื่อรู้ว่าพระศิวะจะทำลายทิ้ง พระศิวะก็โมโหที่พระพรหมไม่ให้ทำลายพิภพที่ไร้ประโยชน์ การเถียงกันครั้งนั้นกำเนิดสองสิ่งสำคัณขึ้นก็คือ พระอาทิตย์ยักษ์ผู้ดุดันเกรี้ยวกราดผู้เกิดจากน้ำลายของพระศิวะ และพระจันทร์นางฟ้าซึ่งเกิดจากน้ำตาของพระพรหม พระอาทิตย์และพระจันทร์นั้นหลงรักซึ่งกันและกันใช้ชีวิตอยู่ด้วยมานานแสนนาน แต่ความรักมักไม่เรียบง่ายเช่นนั้น เมื่อพระนารายณ์ผ่านมาพบว่าพระจันทร์นั้นสวยมากจนพระนารายณ์หลงใหลในตัวพระจันทร์ จึงทำให้เกิดศึกระหว่างพระนารายณ์กับพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์นั้นเกิดจากพระศิวะย่อมมีอิทธิฤทธิ์มหาศาล แต่ก็ไม่อาจสู้พระนารายณ์ผู้เป็นมหาเทพได้ พระอาทิตย์ได้อ้อนวอนกับพระนารายณ์ไม่ให้เอาพระจันทร์ไป แน่นอนว่าพระนารายณ์ไม่ยอมและพระจันทร์ก็ไม่ยอมเช่นกัน นั่นทำให้พระจันทร์เป็นนางฟ้าองค์แรกที่กล้าขัดขืนมหาเทพ พระนารายณ์โกรธจนจะทำลายทุกสรรพสิ่ง ในขณะที่พระนารายณ์กำลังจะทำลายนั้น พระศิวะต้องปรากฏกายขึ้นเมื่อพระนารายณ์ทำการเกินหน้าที่ตน
และพระพรหมย่อมมาด้วยเช่นกันเพราะการนั้นส่งผลต่อตน เมื่อสอบถามกันเสร็จเรียบร้อย พระพรหมจึงสรุปใจความว่า ตนจะสร้างมเหสีให้พระนารายณ์ขึ้นมา 1 องค์ให้สูงศักดิ์กว่านางฟ้าทั้งปวง สวยเทียบเคียงกับพระจันทร์
                         นางฟ้าตนนั้นพระนารายให้นามว่า พระลักษมี ซึ่งแปลว่า งดงามและโชคลาภ เสมือนว่าเรื่องนี้จะจบลงด้วยดี แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ เมื่อพระนารายณ์ไม่พอใจที่ไม่ได้สิ่งที่อยากได้ พระนารายณ์จึงออกอุบายว่า
                         " เราอยากขอโทษพวกท่าน เราจักให้พวกท่านทั้งสองครองพิภพมนุษย์ซึ่งเราจะส่งผู้ที่ทำความผิดลงไปเกิดให้ใช้ชีวิตลำบากซะบ้าง อยากให้พวกท่านช่วยกันดูแลให้พระอาทิตย์เป็นพลังงานแก่พวกเขาและให้พระจันทร์เป็นคนดูแลพวกเขา ให้พวกท่านอยู่ดูแลโลกของพวกท่าน ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับผู้ใดอีก "

                         พระอาทิตย์และพระจันทร์ต่างก็ยินดีที่จะได้อยู่ในพิภพของตัวเองต่างกล่าวขอบคุณและเตรียมรับพร
                         พระนารายณ์ให้พรแก่พวกเขาและมอบพิภพมนุษย์ให้ ทั้งสองต่างรับพรและลงไปดูแลโลกมนุษย์ แต่กลับไม่สมหวังดังใจเพราะพวกเขากลับไม่ได้พบหน้ากัน ด้วยความสงสัยพระอาทิตย์จึงขึ้นถามพระนารายณ์ แต่กลับได้คำตอบว่า
                         " ข้าให้พวกท่านดูแล แต่หากพวกท่านทั้งสองทำงานพร้อมกัน ย่อมไม่มีผู้ใดได้พักผ่อนข้าเองเป็นห่วงพวกท่าน จึงมอบให้พวกท่านได้ผลัดกันดูแล เมื่อยามเช้าให้พระอาทิตย์ให้พลังงาน ส่วนยามเย็นให้พระจันทร์ขึ้นมาดูแล ท่านว่าดีมั้ยล่ะ! "

                         พระอาทิตย์โกรธมากเมื่อรู้ว่าโดนอุบายเข้าแล้ว พระกลับมาที่โลกของเขา พระอาทิตย์นั้นโมโหมากจึงแสดงอิทธิฤทธิของตนเปล่งแสงเจิดจ้าจนพวกเทวดาที่ลงมาเกิดตายกันหมดสิ้นโลกที่แห้งแล้งอยู่แล้วไฟลุกโชนไปทั่วผืนดิน เมื่อพระอาทิตย์จากไปพระจันทร์ผู้โศกเศร้าก็จะขึ้นมาและร้องไห้ทำให้ท้องฟ้านั้นมืดสนิทเปล่งแสงแต่ตัวเองเพื่อให้พระอาทิตย์เห็น พระจันทร์นั้นก็ร้องไห้จนน้ำท่วมโลก ทั้งสองต่างเฝ้ารอการได้พบหน้ากัน เดือดร้อนถึงพระพรหม พระพรหมจึงออกอุบายส่งยักษ์ราหูไปเจรจา
                         ยักษ์ราหูเข้าไปพบพระอาทิตย์ด้วยตนเองเป็นยักษ์เหมือนพระอาทิตย์จึงไม่ทำร้ายแต่อย่างใด ยักษ์ราหูได้บอกกับพระอาทิตย์ว่า
                         " ข้ามีหนทางที่จักให้พวกท่านได้พบกัน "
                       
                         พระอาทิตย์ดีใจที่ราหูมีหนทางจึงถามหาหนทางนั้น ยักษ์ราหูจึงบอกว่า
                         " ตัวข้านั้นมีภาระกิจเช่นกัน ฉนั้นยามที่ข้าว่างจากภาระกิจ ข้าจะมาบดบังพระจันทร์มิให้ใครรู้และให้พระจันทร์แอบหนีมาหาท่าน แต่มีข้อแลกเปลี่ยนท่านจะต้องเลิกแผดเผาโลกและจันทร์จะต้องเลิกร้องไห้ให้น้ำท่วมโลกสักที พวกเทวดาและสัตว์หิมพานต์ที่มาเกิด ตายหมดแล้ว "
                       
                         พระอาทิตย์รับข้อตกลงและเลิกเผาโลก แต่พระอาทิตย์ยังคงโมโหอยู่จึงบอกว่า
                         " ได้ข้าจะเลิกเผาพวกมันท่านจงไปบอกพระจันทร์ด้วย นางจะได้เลิกร้องไห้ แต่ข้ายังโมโหพวกเทพเทวดาทั้งหลาย ข้าจักไม่ให้พวกมันมองข้า ข้าจะส่งแสงให้เจิดจ้าพวกมนุษย์ตนใดกล้ามองข้า ข้าจะให้พวกมันตาบอดให้หมด!!! "

                         หลังจากนั้นพวกเทวดาที่ทำความผิดก็พากันลงมาเกิดยังโลกมนุษย์ และพวกสัตว์หิมพานต์ที่ทำความผิดก็มาเกิดยังโลกนี้เช่นกัน....

                         จบตอนพิเศษ..


บทที่ 2 เล่ห์นารายณ์ ตอนพิเศษ กำเนิดโลกมนุษย์

วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

                ย้อนกลับมาที่ทศกัณฑ์ ขณะที่นางสีดาและพระรามกำลังจะตาย หนุมานได้เฝ้าอยู่ข้างๆหนุมานนั้นได้พูดถึงเรื่องราวในอดีตที่เคยทำร่วมกับพระรามมาด้วยความเศร้าโศก บังเอิญในถ้อยความนั้นมีทศกัณฑ์อยู่ด้วย พระรามจึงพูดด้วยคิดถึงอดีตว่า
                " เราก็นึกถึงช่วงเวลานั้นบ่อยๆ หากไม่ได้พวกเจ้าช่วยเราไม่รู้จะโค่นพญายักษ์ตนนั้นได้หรือไม่โชคดีที่กำราบทศกัณฑ์ลงได้ ไม่เช่นนั้นแม่สีดาคงไม่อยู่กับข้ามาจนถึงวันนี้ "

นางสีดาฟังก็นึกถึงอดีตตาม พร้อมกลับบอกพระรามว่า
                " ตัวข้าหาได้กลัวท่านทศกัณฑ์ไม่ อย่างไรท่านทศกัณฑ์ก็ไม่มีทางทำร้ายข้าได้หรอก ข้ากลับนึกสงสารท่านทศกัณฑ์เสียด้วยซ้ำ ที่ต้องตายทั้งที่ข้าไม่มีโอกาสได้บอกท่าน "

                 พระรามกับหนุมานงงกับสิ่งที่นางสีดาพูด ไม่ใช่แค่พระรามกับหนุมานเท่านั้น ทศกัณฑ์ก็มาเฝ้าดูนางอันเป็นที่รักด้วยร่างวิญญาน พระรามจึงถามถึงความที่นางสีดาพูดนางสีดาจึงบอกแก่ทุกคนถึงความลับที่ตนเองปิดบังมาตลอด
                 " อันที่จริงนั้นพญายักษ์ที่ท่านว่าคือเสด็จพ่อของข้าเอง นั่นเป็นเหตุผลที่ข้าไม่เคยกลัวท่านและไม่เคยขัดขืนเมื่อยามถูกลักพาตัว ข้าหวังเพียงได้บอกความจริงแก่ท่านพ่อและกราบท่านสักครั้งนึงแต่ไม่เคยได้มีโอกาส "

                 พระรามและหนุมานได้ฟังรู้สึกเสียใจเพราะพวกตนนั้นได้ฆ่าบุพการีของนางสีดาด้วยความเสียใจพระรามขออโหสิกรรมและจากนางสีดาไปอย่างสงบ ยังเหลือหนุมานที่รอการสิ้นใจของนางสีดาอยู่ใกล้ หนุมานนั้นเคยคิดว่านางสีดาไม่กลัวทศกัณฑ์เพราะแอบมีใจให้ทศกัณฑ์ก็เลยพูดด้วยความโล่งอกกับความรู้สึกที่เก็บมานาน
                  " ข้าคิดว่าแม่สีดาหลงรักทศกัณฑ์จึงไม่กลัว ที่แท้ข้าเข้าใจผิดมาตลอด ข้าขอโทษ " เมื่อหนุมานพูดจบนางสีดายิ้มแล้วสิ้นลม

                ทิ้งไว้แต่หนุมานกับวิญญานของทศกัณฑ์หนุมานนำศพทั้งสองไปทำพิธี ส่วนทศกัณฑ์นั้นเสียใจมากจนน้ำตาไหลเป็นสายเลือดจากการหลงรักนางสีดา ซ้ำนางยังรู้ว่าตนเป็นพ่อ รักต้องห้ามกับความผิดที่ก่อขึ้น ทำให้ทศกัณฑ์โกรธตัวเองและยังเคียดแค้นต่อโชคชะตา ทศกัณฑ์จึงคำรามสุดเสียง เสียงนั้นดังสะเทือนไปทั่วฟ้าได้ยินไปทุกภพทุกหนแห่ง หากใครรู้จักทศกัณฑ์ย่อมรู้แน่ว่าเป็นเสียงใคร
                พระพรหมปรากฏตัวขึ้นทันทีที่สิ้นเสียงคำราม ทศกัณฑ์ยืนนิ่งด้วยความโกรธย้อนนึกถึงอุบายที่พระนารายณ์ของพระราม พร้อมตัดพ้อกับพระพรหมเรื่องจะส่งตนเองไปเกิดทำนองว่า ไปเกิดก็แพ้อุบายอีก พระนารายณ์ใช้แต่อุบาย
พระพรหมจึงบอกว่า
                " ในครั้งนี้นั้นตัวท่านมีโอกาสลิขิตชีวิตตัวเองแล้ว ท่านกับแม่สีดามิได้มีความผูกพันธ์กันด้วยสายเลือดอีกแล้ว หากท่านต้องการปล่อยดวงใจของตนเองทิ้งไปอีก ตัวข้าก็ไม่อาจขัดขืนได้ "
                ทศกัณฑ์ได้ฟังก็กึ่งรับกึ่งสู้ แต่ด้วยใจพญายักษ์จึงตัดสินใจที่จะไปเกิด ตั้งใจสู้ให้ถึงที่สุด พระพรหมจึงส่งวิญญานของทศกัณฑ์ล่วงหน้าไปเกิดก่อน


                 ทศกัณฑ์นั้นลงมาเกิดก่อน 5 ปี เกิดใหม่ครั้งนี้เป็นมนุษย์ได้ชื่อว่า ทศ พ่อแม่เสียชีวิตตั้งแต่เด็กใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเด็กกำพร้า อดีตชาติเป็นพญายักษ์
                 พระรามนั้นลงเกิดใหม่ในครอบครัวผู้มีชาติตระกูลโดยพ่อมียศเป็นหม่อมหลวงได้ชื่อว่า รามมินทร์ อดีตชาติเป็นอวตารพระนารายณ์
                 นางสีดาได้ลงมาเกิดใหม่ในครอบครัวฐานะปานกลางครอบครัวอบอุ่นได้ชื่อว่า ดารินทร์ อดีตชาติเป็นพระลักษมี

หากแต่ลิขิตชะตาครั้งนี้ มิได้มีเพียงพวกเขา 3 คนเท่านั้นที่มาเกิด



                                   จบบทที่ 1

บทที่ 1 ตอนสุดท้าย

วันอังคารที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2559

                  ขณะที่พระลักษมีสิ้นลม พระนารายณ์จึงเชิญพระพรหมมาเพื่อช่วยชุบชีวิตพระลักษมี พระพรหมจึงเดินเข้าไปหาพระลักษมีเพื่อจะถอนศรของอินทรชิตออก แต่ปรากฏว่าพระพรหมไม่สามารถถอนศรออกได้ พระนารายณ์เห็นจึงช่วยดึง แต่ก็ไม่สามารถดึงออกได้ พระอิศวรก็ได้ลองดึงศร ปรากฏว่าไม่มีใครดึงออก พระอิศวรจึงคิดทำลายศรทิ้ง ก็ยังไม่สามารถทำลายได้ เทพทั้ง 3 ต่างยืนงง พระพรหมจึงทบทวนดูจากกาลเวลา จึงปรากฏความจริงว่าอินทรชิตนั้นก่อนยิงศรได้มอบศรให้เป็นของทศกัณฑ์ด้วยการชุบศรด้วยเลือดของตน ด้วยอินทรชิตเป็นสายเลือดของทศกัณฑ์ศรนี้จึงเปรียบเสมือนส่วนนึงของทศกัณฑ์ ทำให้อิทธิฤทธิ์จากเทพทุกองค์ไม่สามารถทำอะไรศรเล่มนี้ได้ พระนารายณ์ได้เสนอวิธีการแก้ปัญหากับพระอิศวรว่า
         " หากเป็นเช่นนี้ ถ้าเรานำหัวใจกลับคืนสู่ทศกัณฑ์ จะเป็นไปได้หรือไม่ "

                  พระอิศวรครุ่นคิดพิจารณาตามคำพระนารายณ์ จึงเสนอว่าให้ส่งดวงวิญญานของทศกัณฑ์ที่ล่องลอยอยู่ในห้วงเวลาไปเกิดใหม่เพื่อนำดวงใจทศกัณฑ์กลับคืนสู่ร่างกายเพื่อลบล้างพรนั้นเสีย เมื่อสรุปดังนั้นพระพรหมจึงเข้าสู่ห้วงอสงไขยเวลาหรือเวลาอันเป็นนิรันดร์เพื่อคุยกับจิตของทศกัณฑ์ ว่าจะให้โอกาสทศกัณฑ์ได้มีโอกาสพบกับนางสีดาอีกครั้ง เมื่อพระพรหมพบจิตทศกัณฑ์จึงยื่นข้อเสนอทันทีว่า
          " ท่านพญายักษ์เรามาด้วยมีข้อเสนอแก่ท่าน "

ทศกัณฑ์รู้ทันทีจึงตอบปฏิเสธอย่างรวดเร็ว
          " เรารู้ว่ามาท่านมาด้วยการใด ตัวเราหวังหลุดพ้นวัฏจักรแล้ว ท่านอย่าให้เรากลับสู่วังวนอีกเลย "

พระพรหมพยายามขอร้องทศกัณฑ์พร้อมทั้งยื่นข้อเสนอ
          " ท่านไม่คิดถึงนางสีดารึ ตัวท่านบอกว่ารักนาง หากท่านรักนางจริงดังคำพญายักษ์ เราจักให้โอกาสท่านพิสูจน์ความรักของท่านอีกชาติ เพื่อพิสูจน์ว่าท่านพร้อมจะดูแลนางเสียสละเพื่อนาง เราทั้งสามจะไม่ยื่นมือหรืออิทธิฤทธิ์ใดๆเข้าไปยุ่งเกี่ยว เราให้สัญญา "

ทศกัณฑ์แม้อยากหลุดพ้นแต่ใจยังคงคิดถึงนางสีดาเสมอจึงใจอ่อนโดยง่ายดาย แต่ก็ยังระแวงในพระนารายณ์
          " เราจะเชื่อคำท่านได้อย่างไร และเราต้องทำเช่นไร "

พระพรหมจึงแจ้งแก่ทศกัณฑ์
          " เราจะส่งท่านไปเกิดยังโลกมนุษย์เมื่อนางสีดาถึงแก่ความตายให้พวกท่านทั้ง 2 ได้พบพานกับอีกครา ให้ตัวท่านได้พิสูจน์รักแท้ของท่าน แต่ครานี้ตัวท่านจักไม่มีอิทธิฤทธิใดๆ ไม่ได้เกิดในตระกูลสูงศักดิ์แต่อย่างใด ท่านจะไม่มีอะไรเลย และท่านต้องสร้างทุกอย่างด้วยตัวท่านเอง ท่านยินยอมหรือไม่ หากตัวท่านไม่ยินยอม ด้วยพรของท่านก่อนตาย แม้แต่ข้าก็ไม่สามารถขัดขืนลิขิตพรของท่านได้ "
          " ครั้งนี้ท่านอาจจะได้สู้กับพระรามอีกครั้ง แต่ครั้งนี้จะกลายเป็นท่านที่เริ่มจากศูนย์ ท่านตัดสินใจเอาเองเถิด "

ทศกัณฑ์ได้ยินชื่อพระราม ทั้งโทสะหรือความแค้นบันดาลขึ้นทันที
          " พระรามรึ หึ!! รักนางสีดาไม่ได้ครึ่งของข้าเลยด้วยซ้ำ มีแต่ทำร้ายจิตใจนาง เอาสิ ข้ายอมตามท่านเสนอ " พูดจบทศกัณฑ์ก็สงบจิตให้พระพรหมพาจิตกลับสู่วัฏจักรชีวิตเวียนว่ายตายเกิดอีกหลายต่อหลายรอบ แต่ทุกรอบก็ไม่มีคู่ครองเลยบาง



             เวลาผ่านไปนานกว่า 10 ปี นางสีดาและพระรามสิ้นลมด้วยความชรา ด้วยจิตที่ผูกพันธ์และความดีทำร่วมกันมา วิญญานทั้งคู่ขึ้นสู่สรวงสวรรค์และพบกับพระอินทร์ พระอินทร์ซึ่งรับการขอร้องจากพระพรหมมาแล้วจึงชำระวิญญานนางสีดากับพระราม และบอกกับทั้งสองว่า
          " พวกท่านทำความดีมาตลอด ข้อยินดียิ่ง แต่ยังมีกรรมนึงที่พวกท่านทั้งสองได้ก่อร่วมกัน และกรรมนั้นมันส่งผลกระทบยิ่งใหญ่ต่อเหล่าเทพ ข้าจึงต้องขอให้ท่านลงไปใช้กรรมยังโลกมนุษย์อีกครา แต่พระรามเห็นแก่ความดีที่ท่านเคยสร้างมาครั้งนี้ ท่านจะได้เกิดในตระกูลที่ฐานะร่ำรวย ขอพวกท่านจงโชคดี "

             และพระอินทร์ก็ส่งทั้งสองไปเกิด....

บทที่ 1 ตอนที่ 3

วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2559

ทศกัณฐ์ไม่อาจเชื่อสิ่งที่ได้ยินจากพระนารายณ์ พระนารายณ์จึงดลนิมิตให้ทศกัณฐ์ดู ทศกัณฐ์เห็นในนิมิตแล้วไม่อาจห้ามใจได้ เพราะรู้ว่าสิ่งที่คิดนั้นผิดมาตลอด ด้วยความที่เสียใจอยู่แล้ว ได้เห็นในนิมิตยิ่งเสียใจเข้าไปอีกจนหัวใจของทศกัณฐ์บอบช้ำเต้นแรงจนเกิดอาการปริแตก ทศกัณฐ์กระอักเลือดทันที และรู้ว่าตนใกล้ตายอีกคราแล้ว ทศกัณฐ์จึงคำรามครั้งใหญ่เสียงดังก้องฟ้า พื้นปฐพีเกิดแผ่นดินไหว ท้องฟ้าเกิดฟ้าผ่า สวรรค์ นรก และทุกพิภพต่างได้ยินทั่วกัน เหล่ายักษ์ทั่วทุกพิภพต่างรู้ทันทีว่าเป็นเสียงทศกัณฐ์ ไม่เพียงเท่านั้นเหล่าลิงต่างก็รู้เช่นกันว่าเป็นเสียงศัตรูคู่อาฆาตที่ตนเคยสู้รบมา

             หลังจากคำรามเสร็จทศกัณฐ์น้ำตาไหลเป็นสายเลือดและหันหน้ามาพูดกับพระนารายณ์ว่า
" มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ช่างสกปรกยิ่งนัก แสร้งทำเป็นเกิดเป็นมนุษย์ธรรมดาแต่ที่ไหนได้ วางอุบายไว้อย่างแยบยล พร้อมไพร่พลนานาชาติพันธุ์ อีกทั้งใช้อิสตรีเป็นเครื่องมือ หึ!! "

             พระลักษมีไม่อาจฟังทศกัณฐ์ด่าทอพระนารายณ์ จีงปรากฏตัวออกมาด้วยรูปร่างสง่างามแต่งองค์ทรงเครื่องเต็มยศแต่ยังคงใบหน้านางสีดาไว้ หวังให้ทศกัณฐ์ใจอ่อนยอมฟังคำตน จากนั้นมายืนตรงหน้าทศกัณฐ์ที่กำลังก้มหน้าลงเพราะหมดแรง และได้อธิบายแกทศกัณฐ์ว่า
" การที่ข้าไปเกิดเป็นลูกท่านนั้นหาใช่อุบายของพระนารายณ์ไม่ แต่เป็นความคิดของข้าเองที่หวังใช้ความเป็นพ่อลูกกับท่านเพื่อสงบสงครามที่จะเกิดขึ้น ขอท่านโปรดยกโทษให้ข้าด้วย "

             ทศกัณฐ์เงยหน้าขึ้นมอง แม้ใบหน้าภายนอกเป็นนางสีดาแต่ทศกัณฐ์กลับเห็นใบที่แท้จริงของพระลักษมีและพูดกับพระลักษมีว่า
" ข้ารู้ว่าท่านคือพระลักษมีไม่ใช่นางสีดาของข้า ท่านไม่ต้องมาทำเป็นพูดดีกับข้า แม้นข้าจักต้องตายอีกครา แต่ตัวข้าไม่ขอเกิดมาพบเจอพวกท่านอีก หากข้าเกิดใหม่เป็นยักษ์ แม้มีอิทธิฤทธิ์มากเพียงใด ก็ต้องเจอพระนารายณ์ใช้อุบายปราบอีกอยู่ดี และต้องเจอท่านใช้อุบายล้อเล่นกับหัวใจของข้าอีกอยู่ดี "

             ทศกัณฐ์หันหน้าไปหาพระอิศวรและพูดเสียดสีพระอิศวรว่าพระอิศวรคงเป็นต้นคิดแผนนี้ พระอิศวรซึ่งไม่เคยคิดแผนการใด จึงโมโหปนรู้สึกผิด พระอิศวรจึงเอ่ยวาจาสัตย์ออกมาแก่ทศกัณฐ์ว่า
" ตัวข้าเทพผู้ยิ่งใหญ่ไม่เคยวางแผนการเรื่องใดให้เกิดทุกข์แก่ผู้อื่น เพื่อเป็นการแสดงความสัตย์ของข้า ข้ามอบพร 1 ประการให้เจ้า คิดหวังสิ่งใดจงเอ่ยมา ข้าจักทำให้เป็นจริง "

             ทศกัณฐ์ได้ยินดังนั้นจึงรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายเงยหน้าขึ้นมองพระนารายณ์กับพระลักษมี จากนั้นเงื้อมมือเสียบเข้าไปที่หน้าอกของตัวเอง พลั่ก!! เทพทุกองค์ตรงนั้นต่างงุนงง ทศกัณฐ์ควักหัวใจตัวเองออกมาและตะโกนสุดเสียงเป็นครั้งสุดท้าย
) ) ) ) " ดี!! ท่านพูดเองนะ ตัวข้าขอมอบหัวใจดวงนี้แก่ผู้ที่เป็นนางสีดาที่แท้จริง ขอให้หัวใจดวงนี้ของข้าปกป้องนางสีดาให้พ้นแก่ภยันตรายใดทั้งปวงแม้เทพอย่างพวกท่านก็ไม่อาจทำอะไรนางได้ และตราบที่หัวใจของข้าอยู่นอกร่างกายข้า พวกท่านทุกองค์จะไม่สามารถใช้อิทธิฤทธิ์ใดๆแก่ข้าได้ ให้ตัวข้าหลุดพ้นจากวัฏจักรแห่งชีวิตตตตต วิตตตต วิตต วิต " ( ( ( (

             ทศกัณฐ์วางหัวใจของตนลงกับพื้น และสิ้นใจร่างกายแหลกสลายหายไปในทันที เหลือเพียงหัวใจของพญายักษ์วางอยู่หน้าพระอิศวร บรรยากาศหลังจากทศกัณฐ์จากไปทิ้งความหดหู่ไว้แก่เทพทุกองค์ พระลักษมีเป็นคนแรกที่ก้าวออกมาหวังเก็บหัวใจของทศกัณฐ์ตามคำขอสุดท้าย ระหว่างที่พระลักษมีเก็บหัวใจของทศกัณฐ์ขึ้นมา กลับปรากฏร่างยักษ์ตนหนึ่ง ยักษ์ตนนี้เคยตายไปแล้วครั้งหนึ่งด้วยศรพระลักษณ์ เมื่อตายลงวิญญานกลับไปเกิดยังพิภพยักษ์ ไม่ใช่ใครลูกชายผู้รักบิดาตนยิ่งกว่าใคร อินทรชิต!! พระอิศวรเห็นอินทรชิตมา คิดว่าอินทรชิตหวังมาเคารพหัวใจของทศกัณฐ์ครั้งสุดท้าย แต่ด้วยหวังดีเพราะยักษ์ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากพิภพยักษ์ หากออกมาวิญญานจะแตกสลายไม่สามารถเกิดใหม่ได้อีก จึงพูดกับอินทรชิตว่า
" อินทรชิตทศกัณฐ์ได้ตัดสินใจทุกอย่างด้วยทศกัณฐ์เอง การที่เจ้ามาแม้มาด้วยความรัก แต่ก็ผิดกฏ เห็นแก่ทศกัณฐ์ ข้าให้เวลาเจ้ากลับไปซะตอนนี้เถิด "

             อินทรชิตไม่พูดจาใดๆและง้างศรวิษณุปาณัมลั่นใส่หัวใจทศกัณฐ์ทันที พระนารายณ์, พระอิศวรและพระลักษมีคิดว่าอินทรชิตยิงศรไว้อาลัยให้บิดา เนื่องด้วยฤทธาของศรวิษณุปาณัมนั้น ให้เกิดพสุธาเคลื่อน แผ่นฟ้าคำราม เกิดบันดาลความมืดมน ฝนตกทั่วทุกสารทิศ ดั่งพญายักษ์ร้องไห้ก็ไม่ปาน แต่ขณะที่ทุกคนยืนมองศรพุ่งไปยังดวงใจของผู้เป็นบิดาอินทรชิตนั้น ศรของอินทรชิตกลับเบี่ยงออกเล็กน้อย ส่งผลให้ศรนั้นพุ่งเข้าปักหัวใจพระลักษมี พระอิศวรและพระนารายณ์ไม่ตกใจอะไรเพราะคิดว่ามีพรของทศกัณฐ์ปกป้องอยู่ แต่ไม่เป็นเช่นนั้น พระลักษมีสิ้นลมแล้ว อินทรชิตยิ้มพร้อมทั้งร่างกายที่กำลังแหลกสลายได้ตะโกนสุดเสียงออกมา
" สาแก่ใจข้าแล้วพวกท่านจงรับรู้ถึงการสูญเสียคนรักบ้างเถิด หยอกล้อกับโชคชะตาของบิดาข้า พวกท่านสมควรตายยยยย พวกท่านไม่ต้องฉงนไป บิดาข้ารักเพียงนางสีดาผู้เป็นน้องข้า หาใช่พระลักษมีไม่
ท่านสมควรตายแล้ววววว "

             สิ้นเสียงอินทรชิตก็แหลกสลายไป....

จบตอนที่ 2

บทที่ 1 ตอนที่ 2

วันเสาร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2559

สวัสดีครับทุกคนที่ผ่านเข้ามา กราบขออภัยท่านที่หลงเข้ามา ณ ที่นี้
                คือผมอยากจะเขียนเรื่องราวสักเรื่องนึง ซึ่งจะเรียกนิยายหรือบทละครหรืออะไรก็ไม่รู้ เพราะผมไม่เคยอ่านนิยายสักเล่ม ไม่เคยอ่านบทละครสักเรื่อง ผมแค่อยากเขียนเรื่องราวที่มันผุดขึ้นในหัวผม ระหว่างที่ผมกำลังพิมพ์อยู่นี้ผมก็ยังไม่รู้จะเริ่มยังไง ขอเล่าคร่าวๆก่อนละกันนะครับ วันนึงผมฝัน ว่าตัวผมเข้าไปในโลกที่ไม่เคยได้เห็น ผมไม่คิดว่านี้จะเป็นนิมิตหรือลางบอกเหตุอะไรทั้งหลายแหล่ ในโลกนั้นผมได้เจอยักษ์น่าจะเรียกว่าตนนึง กับเทพซึ่งน่าจะเป็นพระนารายณ์ กำลังคุยหรือตัดสินอะไรกันสักอย่างกับพระอิศวร โดยส่วนตัวผมชอบรามเกียรติ์แต่ผมเคยอ่านแต่ฉบับที่มีรูปภาพ คงไม่ค่อยละเอียดเท่าไหร่
ผมตื่นมาแบบงงๆ ด้วยคิดว่าคงเป็นเพราะความชอบส่วนตัว เลยไม่ได้พยายามนึกย้อนไปสักเท่าไหร่ 
      จนผมได้มาฟังเพลงเพลงนึง ทำให้อยู่ดีๆผมก็นึกได้ว่าเรื่องราวในฝันวันนั้น เค้าคุยอะไรกัน เพลงที่ว่าก็คือเพลง "ร้ายก็รัก" ของเฮียโจอี้บอย นั่นทำให้ผมอยากจะที่จะเขียนเรื่องราวที่ว่านี้ ให้ต่อจากวันนั้น
บอกก่อนเลยว่ามีเพียงต้นเรื่องแค่ตอนแรกเท่านั้น ที่มาจากความฝันของผม ซึ่งผมเอามาแต่งเติมนิดหน่อย ผมไม่รู้ว่ามันจะออกมาแย่หรือออกมาแย่มาก เพราะผมไม่เคยอ่านนิยายสักเรื่องอย่างที่บอก ยังไงขออภัยสำหรับคนที่หลงเข้ามาอ่าน ณ ที่นี้ด้วย และจะขอเข้าเรื่องดื้อๆเลยแล้วกันนะครับ ( เพราะไม่รู้จะเชื่อมยังไงแหละครับ แหะๆ - - )

                              บทที่ สงครามรักคำรบสอง
เรื่องราวนี้ได้เริ่มขึ้น หลังจากศึกของทศกัณฐ์แหละพระรามจบลง ทศกัณฐ์ซึ่งตายก่อนพระรามได้มาขอเฝ้าพระอิศวร เนื่องด้วยอยากรู้ความเป็นไปของนางสีดา ระหว่างที่ทศกัณฐ์กำลังดูอยู่นั้น ได้เห็นว่านางสีดาถูกเข้าใจผิดด้วยอุบาย ทำให้พระรามสงสัยในความบริสุทธิ์ของนางสีดา นางสีดาจึงต้องพิสูจน์ด้วยการเดินฝ่ากองเพลิง แถมยังสั่งประหารนางสีดาอีก ทศกัณฐ์เห็นดังนั้นจึงรู้แค้นใจเป็นอย่างมาก นางสีดารักพระรามถึงปานนั้นพระรามยังสงสัยในความรักของนางสีดา แต่ก็ได้แต่นั่งร้องไห้เสียใจว่าทำไมทั้งที่ตนรักนางสีดามาก แต่นางสีดากลับยังรักพระรามคนเดียว
                   พระอิศวรซึ่งนั่งดูอยู่เกิดความสงสารจึงเฉลยแก่ทศกัณฐ์ว่านางสีดานั้นแท้จริงคือพระลักษมี มเหสีแห่งพระนารายณ์ ทศกัณฐ์รู้ความจริงแล้วเกิดเสียใจหนักกว่าเดิม ตัดพ้อว่าพระอิศวรลำเอียง ศึกที่ผ่านมานั้นเป็นศึกของตนกับพระนารายณ์ แต่พระนารายณ์กลับมีมเหสีตามมาอยู่เคียงข้างด้วย ตนนั้นแม้จะมีเมียมากมาย แต่ไม่ได้รักใครสักคนเดียว ทศกัณฐ์ยอมรับว่าตนเองเจ้าชู้ แต่เมื่อเจอนางสีดากลับหลงรักอย่างหมดหัวใจ แม้นมี 10 หน้า 20 มือ แต่มีหัวใจเพียงดวงเดียว พระนารายณ์เคยบอกว่าจะให้ตนนั้นเหนือกว่าทุกอย่าง มี 10 หน้า 20 มือ เหาะเหินเดินอากาศได้ มีอาวุธพร้อม แต่พระนารายณ์จะมีเพียงสองมือและมาฆ่าตน แต่ไม่ได้เป็นเช่นนั้นพระนารายณ์อวตารลงมามีสองมือเป็นมนุษย์ธรรมดาจริง แต่กลับมีหัวใจถึงสองดวงคือนางสีดาที่ลงมาเกิดด้วย ไม่ว่าจะมีกี่มือแต่มีหัวใจดวงเดียวหากถูกทำลายย่อมตายได้ แต่พระนารายณ์มีหัวใจถึงสองดวงตนจะสู้ได้อย่างไร พระอิศวรเห็นดังนั้นจึงไม่กล้าบอกไปว่านางสีดานั้นแท้จริงคือลูกสาวทศกัณฐ์ เพราะขี้เกียจฟังทศกัณฐ์พรรณนาอีก พระอิศวรตัดสินใจ และบอกแก่ทศกัณฐ์ว่า 
                       " ตัวเจ้านั้นทำแต่ความเลว เจ้าชู้ พรากลูกพรากเมียคนอื่น ไม่ว่ายังไงก็ไม่มีทางชนะความดีได้ หากเจ้าไม่เชื่อ เราจะให้โอกาสเจ้าอีกครั้งนึง " 
           ตอนนั้นนางสีดางอนพระรามอยู่และหนีไปอยู่ที่เมืองบาดาล พระอิศวรจึงลงไปเกลี้ยกล่อมนางสีดาให้กลับมาคืนดีกลับพระราม และเรียกพระนารายณ์พร้อมด้วยพระลักษมีมาเพื่อฟังความของทศกัณฐ์แต่พระลักษมีนั้นพระนารายณ์ยังไม่ให้ปรากฏตัว
ทศกัณฐ์จึงกล่าวว่า
                               " พระนารายณ์ ท่านนั้นเคยพูดว่าจะให้ข้ามี 10 หน้า 20 กร และตัวท่านที่มีเพียงสองมือ จะอวตารลงมาเป็นฆาตกร แม้นไม่มีฤทธิรอน จะทำให้เรื่องราวของข้ากลายเป็นอุทาหรณ์ หวังเพียงได้สั่งสอน คิดว่าแน่จริงแต่ที่แท้ตัวท่านทำได้ก็แค่แผลงศร 

                                  หากท่านไม่มีหนุมาน ไม่มีพระลักษมีอวตาร ไม่มีกองกำลังไพร่พลบริวาร การศึกเมื่อวันวาน ผลลัพพ์ต้องกลับกลายเป็นท่านที่ลงไปคลาน 

                                  แถมตัวท่านมีหัวใจถึงสองดวง หวังเอาความรัก ที่แท้จริงของข้ามาเป็นกลลวง สุดท้ายท่านก็ยังเอาแต่หลอกลวง

                                  นี่หรือเทพที่ผู้คนบูชา นี่หรือเทพที่ผู้คนต่างหลงไหลศรัทธา ที่ข้าเห็นตัวท่านมีดีแต่กายา เก่งแต่ใช้วิชา หลอกล่อด้วยรูปร่างอัจฉรา

                                  หากแม้นมีโอกาส ข้าไม่อยากจะบังอาจ ชัยชนะไม่สำคัญ ขอเพียงให้ข้าได้ลองใช้ความรักพิสูจน์ครร หากแม้นหัวใจมีแบ่งปัน ขอให้ตัวข้าแหลกลาญด้วยพลาพระอิศวรด้วยลงทัณฑ์ "
   
          พระอิศวรเห็นทศกัณฐ์ไม่คิดถึงแพ้ชนะอีกต่อไป ไม่มุ่งอาฆาตมาดร้ายจึงถามพระนารายณ์ถึงการขอโอกาสของทศกัณฐ์ พระนารายณ์เห็นเช่นเดียวกันจึงตอบตกลง แต่พระนารายณ์ซึ่งเป็น 1 ในมหาเทพ ไม่สามารถมองข้ามเรื่องราวที่สำคัณไปได้ จึงเดินมาหาทศกัณฐ์และพูดกับทศกัณฐ์ว่า
                             " ทศกัณฐ์ท่านรู้หรือไม่ว่านางสีดาที่ท่านรักมากมาย นางสีดาผู้เป็นภรรยาข้า เป็นใครมาจาก เกิดมาจากที่ใด "

ทศกัณฐ์ตอบอย่างฉุนเฉียว
                             " ข้าไม่สนหรอกว่านางเป็นใครมาจากไหน เพียงเห็นครั้งแรก ข้าก็หลงรักนางสุดหัวใจ นางมีกิริยาที่อ่อนหวาน นางมีรอยยิ้มที่ทำให้ยักษ์อย่างข้าพร้อมจะทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อดูแลและปกป้องนาง "

พระนารายณ์ยิ้มแล้วตอบกลับด้วยสีหน้าที่อ่อนหวาน
                             " มันถูกแล้วที่จะเป็นเยี่ยงนั้น ที่จริงแล้วตัวท่านไม่ได้ต่างจากมนุษย์ธรรมดาทั่วไป หรือสัตว์ใดๆในโลกหล้าเลย ท่านก็มีความรักแท้จริง ข้ายินดียิ่งนัก "

ทศกัณฐ์ได้ยินก็งงกับสิ่งที่พระนารายณ์พูดพลางบอกว่า
                                " น่าแปลกตรงไหน ใครเห็นก็ต้องหลงรักนาง กิริยานางอ่อนหวานเพียงนั้น รอยยิ้มอบอุ่นเพียงนั้น "

พระนารายณ์ถามกลับด้วยวาจาสงบนิ่ง
                                " เช่นนั้นใยพระลักษณ์ถึงไม่หลงรักนาง ใยหนุมานถึงไม่หลงรักนาง ใยเหล่าบริวารและพวกพ้องข้าถึงไม่หลงรักนาง "

ทศกัณฐ์นิ่งคิดสักพัก ยังไม่ทันได้คำตอบ พระนารายณ์เฉลยทันควัน
                                " เพราะนางคือลูกสาวท่านยังไงละ คนที่ท่านลอยทิ้งแม่น้ำไป จำได้รึยัง " ...


จบตอนที่ 1








บทที่ 1 ตอนที่ 1